สัญญาณเตือนท้องลม เช็คด่วน! คุณกำลังเสี่ยงท้องลมหรือไม่

3446
สัญญาณเตือนท้องลม
- Advertisement -

เชื่อว่าคุณแม่หลายท่านอาจจะเคยได้ยินภาวะท้องลมมาบ้างแล้ว  ท้องลมหรือ (Blighted Ovum) การตั้งครรภ์ที่ไม่มีตัวอ่อนหรือตัวอ่อนสลายไปตั้งแต่ระยะของการตั้งครรภ์แรกๆ เหลือเพียงไว้แค่ถุงการตั้งครรภ์แต่ไม่พบตัวอ่อน ภาวะดังกล่าวทางการแพทย์เรียกว่าท้องลม สัญญาณเตือนท้องลม เป็นอย่างไร และใครบ้างที่เสี่ยงจะท้องลม วันนี้เรามีคำตอบให้ถ้าอยากรู้ตามมาดูกันเลยดีกว่า

สัญญาณเตือนท้องลม มีอะไรบ้าง

ท้องลมคือภาวะท้องที่ไม่มีตัวอ่อนในครรภ์ หรือตัวอ่อนสลายไปตั้งแต่ช่วงเริ่มแรกของการตั้งครรภ์ สามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่ที่เป็นท้องแรก หรือเคยท้องมาแล้วหลายครั้ง โดยคุณแม่ที่ท้องลมจะมี สัญญาณเตือนท้องลม ดังนี้

1.มีอาการแพ้ท้อง

คุณแม่ที่ท้องลมจะมี สัญญาเตือนท้องลม คือระยะแรกจะมีอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ขนาดหน้าอกใหญ่ขึ้น นมคัดเต้า มีอาการเหมือนกับคุณแม่ตั้งครรภ์ทั่วๆ ไป แต่สำหรับคุณแม่ท้องลม อาการเหล่านี้จะหายไปอย่างรวดเร็วไม่ถึง 2 เดือน ซึ่งต่างจากคุณแม่ตั้งครรภ์ทั่วไปจะมีอาการแพ้ท้องหลายเดือน บางรายแพ้จนเกือบถึงกำหนดคลอด

2.ท้องไม่โตขึ้น

อีกหนึ่ง สัญญาณเตือนท้องลม ของคุณแม่ ท้องลมคือ ท้องไม่โตหรือขยายใหญ่ขึ้น เมื่อผ่านมาได้สักระยะหนึ่งของการตั้งครรภ์จะสังเกตว่าท้องไม่โต และอาจพบว่ามีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด หรือมีประจำเดือนมาเหมือนคนที่ไม่ได้ตั้งครรภ์และมีอาการปวดท้องน้อยร่วมด้วย

3.ถุงตั้งครรภ์มีลักษณะผิดปกติ

สัญญาณเตือนท้องลม ของคุณแม่ตั้งครรภ์ คือการที่แพทย์ทำการตรวจและพบว่าถุงตั้งครรภ์มีลักษณะผิดปกติคือมีรูปร่างลักษณะบิดเบี้ยว และไม่พบตัวอ่อนในถุงตั้งครรภ์

4.ตรวจอัลตร้าซาวด์ไม่พบ

สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ปกติเมื่อแพทย์ตรวจอัลตร้าซาวด์ดูหากมีอายุครรภ์อยู่ที่ 5 – 6 สัปดาห์จะต้องเริ่มเห็นถุงการตั้งครรภ์และก็ได้ยินเสียงเต้นของหัวใจของเด็กทารก แต่สำหรับคุณแม่ท้องลม เมื่อตรวจด้วยเครื่องอัลตร้าซาวด์ดูจะพบถุงการตั้งครรภ์ว่าง และก็ไม่มีสัญญาณการเต้นของหัวใจเด็กทารก แพทย์จึงสันนิษฐานได้เลยว่า สัญญาณเตือนท้องลม นั่นเอง

รู้สักนิด ท้องลมเกิดจากอะไร

ท้องลม คือ ศัพท์ทางการแพทย์ที่ใช้เรียกคุณแม่ที่ตั้งครรภ์และแท้งลูกในรูปแบบหนึ่งในระยะแรกของการตั้งครรภ์ โดยที่มีการตั้งครรภ์แต่ในโพรงมดลูกแต่ไม่มีทารกในถุงตั้งครรภ์เลย ซึ่งการตั้งครรภ์ปกติทั่วไปของคุณแม่จะมีตัวอ่อนเข้าไปฝังตัวอยู่ในโพรงมดลูกจนตัวอ่อนพัฒนากลายเป็นทารก แต่เมื่อมีความผิดปกติจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งทำให้เซลล์ตัวอ่อนที่เกิดจากการปฏิสนธิไม่สามารถเจริญเติบโตได้ จึงไม่สามารถพัฒนาเติบโตเป็นเด็กทารกได้ ก่อให้เกิดอาการท้องลมขึ้นมานั่นเอง ซึ่งปกติแล้วท้องลมจะเกิดในช่วงของการตั้งครรภ์ใหม่ๆ ประมาณ 8 – 12 สัปดาห์ หรืออาจจะเกิดก่อนที่คุณแม่จะรู้ว่าตั้งครรภ์ก็เป็นได้

ท้องลม ต้องขูดมดลูกไหม

 สัญญาณเตือนท้องลม คืออาการแท้งบุตรตั้งแต่เริ่มแรกของการตั้งครรภ์ โดยคุณแม่บางรายอาจเกิดภาวะแท้งที่ครบขั้นตอนนั่นก็คือ มีถุงการตั้งครรภ์หลุดออกมาเองทั้งหมด แต่กับคุณแม่ตั้งครรภ์บางรายอาจไม่ได้ขับถุงออกมาได้เอง หรือถุงยังขับออกมาไม่หมด ทำให้ถุงตั้งครรภ์ยังคงฝังอยู่ในมดลูก จำเป็นจะต้องเข้ารับการรักษา ด้วยการขูดมดลูก เพราะฉะนั้นการจะขูดมดลูกหรือไม่ก็ต้องขึ้นกับคุณแม่แต่ละคนที่มีสภาวะอาการแตกต่างกันนั่นเอง

หากเคยเป็นท้องลมแล้วจะมีลูกได้ปกติไหม

คุณแม่หลายท่านอาจจะเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ว่า หากตัวเองเคยท้องลมมาแล้ว จะสามารถมีลูกได้ปกติอีกหรือไม่ เนื่องจากว่าการท้องลมคล้ายๆ กับการทำแท้ง  โดยทางการแพทย์ยืนยันว่าคนที่เคยทำแท้งหรือเคยท้องลมมาแล้วจะสามารถมีลูกได้ตามปกติโดยที่คุณแม่ไม่ต้องกังวลแต่อย่างใด แต่ใช่ว่าคุณแม่ที่เคยท้องลมมาแล้วจะไม่เกิดเป็นท้องลมได้อีก เพราะโอกาสที่จะเกิดท้องลมนั้นก็ยังมีเหมือนเดิม หากพบว่า ท้องลม คือ ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

สามารถป้องกันภาวะท้องลมได้หรือไม่

ท้องลมเป็นภาวะที่ไม่สามารถป้องกันได้ สัญญาณเตือนท้องลม เนื่องจากว่าท้องลมที่เกิดจากวิธีทางธรรมชาติ สามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ทุกท่าน แต่โดยทั่วไปแล้ว หากพบว่าตั้งครรภ์ตั้งแต่ไตรมาสแรกและมีการไปฝากครรภ์อยู่ในความดูแลของแพทย์แล้ว แพทย์จะตรวจเจอตั้งแต่เนิ่นๆ และสามารถรักษาได้อย่างเหมาะสม เพราะฉะนั้นคุณแม่ทุกท่านหากตรวจพบว่ามีการตั้งครรภ์ควรรีบไปฝากครรภ์กับสูตินรีแพทย์ทันที เพื่อแพทย์จะได้ดูแลความปลอดภัยของคุณแม่และของทารกในครรภ์จนถึงวันคลอด

และนี่คือ สัญญาณเตือนท้องลม สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ หากพบว่ามีอาการดังกล่าวคุณแม่ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์อีกทีเพื่อความมั่นใจ และสำหรับคุณแม่ที่เป็นท้องลมก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะยังมีโอกาสที่จะกลับมาท้องได้ปกติเหมือนเดิม หากพบว่าตั้งครรภ์ควรไปรีบไปฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะได้อยู่ในความดูแลของแพทย์ จะได้ปลอดภัยทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์

 

เรื่องอื่นๆที่เราแนะนำสำหรับคุณ

- Advertisement -