ความเชื่อโบราณเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็ก 2(ตอนจบ)

ความเชื่อของคนโบราณ เกี่ยวกับเด็ก

ความเชื่อต่าง ๆ ของคนโบราณเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็ก 2 (ตอนจบ)

ความเชื่อ และพวกพิธีการต่าง ๆ เกี่ยวกับการตั้งครรภ์และการเกิดของคนสมัยก่อนมีพิธีการหลายอย่าง เมื่อได้รับฟังหรือเคยได้ยินตามกันมา คุณพ่อและคุณแม่ควรจะพิจารณาก่อนนำไปปฏิบัติ เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับตัวคุณแม่และลูกน้อยนะคะ ใครที่ยังไม่ได้อ่านตอนที่ 1 คลิกที่นี่ เลยค่ะ

เรามาดูกันต่อดีกว่าค่ะ ว่าความเชื่อต่าง ๆ ของคนโบราณเกี่ยวกับการตั้งครรภ์และการเลี้ยงดูเด็กที่เหลือมีอะไรบ้าง

1.บ้วนน้ำลายใส่สะดือ

คนโบราณ มีความเชื่อว่า ให้บ้วนน้ำลายใส่สะดือเด็กหลังคลอด 3 วันเป็นต้นไปค่ะ คนโบราณจะให้มารดาบ้วนน้ำลายตอนเช้าใส่สะดือลูก เพราะน้ำลายในตอนเช้าจะมีแบคทีเรียเยอะจะทำให้สะดือเน่าและหลุดไปเองค่ะ

ความเชื่อนี้ไม่ควรทำนะคะ เพราะสายสะดือของเด็กนั้น จะหลุดไปเองค่ะ สายสะดือเป็นแผลเปิดถ้ามีแบคทีเรียเข้าไปอาจจะไปติดเชื้อที่กระแสเลือดได้นะคะ แพทย์แผนปัจจุบันในสมัยนี้จะให้แอลกอฮอล์หรือยาฆ่าเชื้อสีม่วง ๆ มากับคุณแม่ตอนออกจากโรงพยาบาล เพื่อนำมาใช้เช็ดสะดือให้ลูกจนกว่าจะหลุดค่ะ และห้ามปิดสะดือด้วย

2.ทาดอกอัญชัญ ที่ผม ผมจะขึ้นดก ทาคิ้ว คิ้วจะสวย

ในดอกอัญชัญจะมีสารที่ชื่อว่า แอนโทไซยานิน สารตัวนี้จะมีอยู่ในผักและผลไม้ ที่มีสีม่วง เช่น อัญชัญ แบล็กเบอรี่ บลูเบอรี่ กระหล่ำปรีม่วง สารตัวนี้จะไปกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ดี คนโบราณจึงนำมาทาที่ผม หรือไม่ก็ที่คิ้วของเด็ก ๆ ค่ะ ทำให้ผมและคิ้วขึ้นดกดำได้ค่ะ ความเชื่อนี้ไม่เป็นอันตรายใด ๆ กับลูกน้อยค่ะ

3.การโกนผมไฟของลูกผมจะขึ้นดกดำ


จริง ๆ แล้วผมจะขึ้นเยอะหรือน้อยขึ้นอยู่กับพันธุกรรมของพ่อแม่ด้วยนะคะ คนโบราณ จะโกนผมไฟเด็กเมื่อเด็กอายุประมาณ 1 เดือนไปแล้วจะทำพิธีกันเงียบ ๆ ในบ้าน ถือว่าเป็นการทำขวัญให้เด็กไปด้วยค่ะ แต่ในทางการแพทย์ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีนะคะ เพราะถ้าทำการโกนผมออกไปซักครั้งนึง พวกสิ่งสกปรกที่ติดตามศีรษะเด็กก็จะออกไปด้วยค่ะ

ผมที่ขึ้นมาของทารกตอนอยู่ในครรภ์ของคุณแม่นั้นจะนุ่มนิ่มอ่อนแอ ถึงไม่โกนออกไป ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 2-3 เดือน ผมของลูกน้อยก็จะร่วงออกมาอยู่ดีค่ะ คนโบราณจะเชื่อกันว่าถ้าผมลูกร่วงแสดงว่าลูกจำหน้าแม่ได้แล้วค่ะ การโกนผมออกซักครั้งนึงให้กับลูกน้อย ผมที่ขึ้นมาใหม่จะแข็งแรงกว่าเดิม เราจึงเห็นว่าหลังจากโกนผมออกไปแล้วเหมือนลูกจะผมดกดำกว่าตอนแรกเกิดค่ะ

4.ใช้ปัสสาวะกวาดลิ้นป้องกันฝ้าขาว

เด็กทารกเเมื่อดูดนมเข้าไปแล้วย่อมเป็นเรื่องปกติที่จะมีฝ้าขาวติดลิ้น และเบื่อนมไม่ค่อยอยากดูดนม คนโบราณจึงใช้ผ้าอ้อมเปียกฉี่ของลูกน้อย นำมากวาดเข้าไปในปากเด็กเพื่อเช็ดทำความสะอาด

แต่ในความจริงแล้ว ในปัสสาวะจะมีของเสียที่ร่างกายปล่อยออกมาพร้อมฉี่ จึงไม่แนะนำให้เอาไปเช็ดในปากลูกนะคะ ถ้าลูกเกิดมีฝ้าขาวที่ลิ้น แนะนำให้ใช้ผ้าชุปน้ำที่ต้มสุกแล้วทิ้งไว้ให้พออุ่นๆ เช็ดทำความสะอาดที่ลิ้นของลูกก็พอค่ะ

5.ดัดขาลูกเพื่อไม่ให้ขาโก่ง

อันนี้ถือว่าเป็นความเชื่อที่มาเป็นอันดับต้น ๆ ในเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกเลยค่ะ เรื่องการดัดขาลูกเพื่อไม่ให้ขาโก่งนี้ เป็นไปไม่ได้เลยค่ะ ที่จะสามารถดัดขาเด็กเพื่อให้ขาตรงได้

“เพราะตอนที่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์คุณแม่นั้น ลูกน้อยเค้าต้องอยู่ในท่าที่มีการงอขามาก ๆ เป็นเวลานาน ขาก็เลยดูโก่ง ๆ เป็นเรื่องปกติค่ะ”

ในความเป็นจริงแล้วเรื่องขาโก่งเป็นพัฒนาการของเด็กตามปกติค่ะ พออายุซักประมาณ 2 ปีขึ้นไปขาลูกก็จะตรงเองโดยไม่ต้องดัดเลยค่ะ  เพราะการที่เราใช้แรงไปดัดขาลูกเป็นครั้ง ๆ ไปไม่ได้ช่วยอะไรเลยแถมยังทำให้ลูกเจ็บหรือขาผิดรูปไปก็ได้นะคะ แต่ถ้าเป็นการนวดขาเฉย ๆ แนะนำให้ทำได้ค่ะ ลูกน้อยจะได้สบายตัวและอารมณ์ดี แต่ถ้าเห็นว่าลูกขาโก่งมาก ๆ เมื่อถึงเวลาที่ขาควรจะตรงก็ไม่ตรงตามพัฒนาการก็ลองปรึกษากับคุณหมอดูได้ค่ะ

6.บีบจมูกลูกเพื่อให้ดั้งโด่ง

กระดูกของลูกน้อยตรงจมูกจะเป็นกระดูกอ่อน ๆ ทารกหรือเด็ก ๆ ที่เกิดมาใหม่นั้นจมูกจะดูแบนแต่พอโตขึ้นจะเห็นเป็นรูปจมูกชัดเจนว่าโด่งหรือไม่โด่ง  การที่จมูกจะโด่งหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับพันธุกรรมของแม่และพ่อด้วย ไม่จำเป็นต้องไปบีบ ไปนวด หรือคลึงอะไรทั้งนั้นค่ะ นอกจากจะไม่โด่งสมใจพ่อแม่แล้ว ยังทำให้จมูกลูกน้อยเจ็บ หรือ อักเสบได้อีกด้วยค่ะ

7.ห้ามตัดเล็บทารกจนกว่าจะ 1 เดือนขึ้นไป

ความเชื่อนี้มีกันมาตั้งแต่โบราณว่าการตัดเล็บให้เด็กทารกก่อน 1 เดือนแล้วจะทำให้ลูกป่วย แต่ความจริงแล้วเล็บของเด็กทารกนั้นอ่อนและนิ่มมาก เมื่อตัดไปแล้วอาจไปโดนเนื้อได้ทำให้เลือดออก คนโบราณจึงไม่นิยมให้ตัดเล็บลูกกันค่ะ ในความเป็นจริงแล้วเล็บของเด็กทารกนั้นจะยาวและขึ้นมาใหม่เร็วมาก จึงแนะนำให้คุณแม่ตัดเล็บดูแลเล็บลูกให้สั้นมนอยู่สม่ำเสมอนะค่ะ เพราะว่าถ้าเล็บลูกยาวเล็บของเค้าอาจจะไปข่วนหน้าตัวเองได้ค่ะ หากใช้วิธีใส่ถุงมือก็ไม่ควรใส่ไว้นานจนเกินไปเพราะจะทำให้พัฒนาการในการหยิบจับของลูกช้าไปด้วยค่ะ

ความเชื่อบางเรื่องบางอย่างที่คนโบราณสอนมา บ้างก็มีประโยชน์มีเหตุมีผลสามารถนำมาปรับใช้ได้ แต่บางเรื่องก็ไม่มีเหตุมีผลเอาซะเลย แถมบางครั้งยังส่งผลที่ร้ายแรงต่อ แม่และลูกน้อย อีกด้วยค่ะ

เรื่องอื่นๆที่เราแนะนำสำหรับคุณ