เลือดกำเดาไหลบ่อย ในเด็กเล็ก เกิดจากอะไร? อันตรายหรือไม่

111
เลือดกำเดาไหลบ่อย
- Advertisement -

เชื่อว่าพ่อแม่หลายคนมักจะเกิดความกังวลบ่อย ๆ เมื่อลูกน้อยหรือบุตรหลานมี เลือดกำเดาไหลบ่อย แต่ก็มีคนจำนวนคนจำนวนไม่น้อยที่มองว่าการที่เด็ก ๆ มีเลือดกำเดาไหลนั้น ถือเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ และมองว่าไม่เป็นอันตราย นอกจากว่าเป็นอาการเลือดกำเดาไหลที่ผิดปกติ หรือมีความรุนแรงกว่าปกติ วันนี้เราเลยมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากว่า เลือดกำเดาไหล เกิดจากอะไร อันตรายหรือไม่ พร้อมกับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ที่ทุกคนจะต้องรู้

ลูกมี เลือดกำเดาไหลบ่อย เกิดจากอะไร

ต้องยอมรับเลยว่าในเด็กบางคนนั้นมักจะมี เลือดกำเดาไหลบ่อย จนพ่อแม่มองว่าเป็นเรื่องที่ปกติ แต่อาจจะยังไม่รู้ว่าเลือดกำเดาที่ไหลบ่อยนั้นมีสาเหตุเกิดจากอะไร ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ เลือดกำเดาไหล เกิดจาก หลายปัจจัยด้วยกัน แต่โดยส่วนใหญ่ที่เราเจอมักจะมีสาเหตุดังต่อไปนี้

  • เกิดจากโรคเกี่ยวกับจมูกบางโรค ที่อาจส่งผลให้เกิดการระคายเคือง หรืออาการคัดจมูกบ่อย ๆ เช่น ไข้หวัด ภูมิแพ้ หรือไซนัสอักเสบ ส่งผลทำให้เลือดกำเดาไหลบ่อย โดยเฉพาะช่วงที่มีการสั่งน้ำมูกแรง ๆ
  • อากาศแห้ง สภาวะอากาศที่แห้ง หรือร้อนเกินไปก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อยมาก เมื่อเด็ก ๆ ต้องอยู่ในสภาพอากาศที่แห้ง หรือ ร้อน จะส่งผลให้เนื้อเยื่อภายในโพรงจมูกแห้งและคัน หากมีการแคะ แกะ เกาจมูก จะยิ่งทำให้เสี่ยงเกิดอาการเลือดกำเดาไหลบ่อย ขึ้น
  • การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาที่ใช้สำหรับช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้จมูก คันหรือคัดจมูก ก็อาจมีส่งผลให้เนื้อเยื่อภายในโพรงจมูกแห้ง จนส่งผลทำให้เกิดเลือดกำเดาไหลได้ง่ายด้วยเช่นกัน

เลือดกำเดาไหล อันตรายหรือไม่

เลือดกำเดาไหลบ่อยหากเกิดจากการอยู่ในสภาพอากาศที่ร้อน หรือแห้ง และหายได้เองภายในไม่กี่นาทีถือเป็นเรื่องที่ปกติ หากเป็นการไหลของเลือดกำเดาที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที

  • เมื่อมีเลือดกำเดาไหลนาน ร่วมกับผิวหนังมีรอยเลือดออก เช่น มีพรายย้ำ จ้ำเขียว
  • เลือดกำเดาไหล ร่วมกับมีเลือดออกตามไรฟัน หรือลิ้นร่วมด้วย
  • มีปัสสาวะสีน้ำล้างเนื้อ หรืออุจจาระสีดำคล้ายยางมะตอย หรือปนเลือด ร่วมกับการไหลของเลือดกำเดา
  • เมื่อเด็กมีไข้สูงร่วมด้วย
  • เมื่อมีอาการอาการเวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ซีดลง อ่อนแรงก็ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคทันที

ปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้อย่างไร

เมื่อเด็กมีเลือดกำเดาไหลบ่อย หลายคนมีการปฐมพยาบาลที่ผิดวิธี ทำให้ส่งผลกระทบต่อเด็ก ซึ่งจริง ๆ แล้วการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้องเมื่อเลือดกำเดาไหลสามารถทำได้ง่าย ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายดังนี้

  • เมื่อมีเลือดกำเดาไหลบ่อย ให้เด็กนั่งตัวเอียงไปข้างหน้า พร้อมกับก้มศีรษะลงเล็กน้อย เพื่อให้เลือดไหลออกทางจมูกเพียงอย่างเดียว และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เลือดกำเดาไหลลงคอ เพราะอาจทำให้เด็กอาเจียนออกมาเป็นเลือดจากที่กลืนเข้าไปได้
  • ใช้มือบีบจมูกบริเวณปีกจมูกเบา ๆ ในข้างที่มีเลือดกำเดาไหล อย่างน้อย 10 นาที ให้สังเกตดูว่าเลือดกำเดาไหลนานหรือไม่ หากไหลนานเกิน 30 นาที ให้รีบพบแพทย์ทันที เนื่องจากเป็นอาการที่ผิดปกติ ซึ่งอาจจะไม่ได้เกิดจากการไหลของเลือดกำเดาที่มาจากการแตกของเส้นเลือดฝอย จึงควรได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

ป้องกันเลือดกำเดาไหลอย่างถูกวิธี

ถึงแม้ว่าเลือดกำเดาไหลบ่อยจะไม่มีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต แต่การป้องกันไม่ให้เลือดกำเดาไหลบ่อยจะดีกว่า โดยเราสามารถป้องกันไม่ให้เลือดกำเดาไหลได้อย่างถูกวิธีง่าย ๆ ดังนี้

  1. เราสามารถป้องกันไม่ให้เลือดกำเดาไหลได้ง่าย ๆ ด้วยตนเองคือ การรับประทานผัก ผลไม้ หรือ วิตามินซี เพื่อช่วยให้หลอดเลือดฝอยในจมูกแข็งแรง เมื่อเส้นเลือดฝอยในจมูกแข็งแรงจะทำให้เลือดกำเดาไหลน้อยลง และโอกาสที่จะหายเป็นปกติโดยไม่มีเลือดกำเดาไหลนั้นก็มีสูงมากด้วย
  2. ป้องกันไม่ให้บริเวณเยื้อบุจมูกแห้ง เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ภายในโพรงจมูกแห้งจะทำให้เกิดอาการคัน น้ำมูกแห้ง ส่งผลทำให้เด็ก ๆ แกะ เกา จมูกบ่อย ๆ จนทำให้มีเลือดกำเดาไหล หรือหากใครที่โพรงจมูกแห้งบ่อย ๆ สามารถป้องกันได้ด้วยการใช้น้ำเกลือหยอดจมูก หรือทาวาสลีนเคลือบในรูจมูกก่อนนอนก็สามารถช่วยป้องกันไม่ให้เลือดกำเดาไหลได้ด้วยเช่นกัน
  3. ปรับเปลี่ยนห้องนอนให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก โล่ง และไม่ควรให้ห้องนอนมีอากาศแห้งเกินไป เพราะจะเป็นสาเหตุทำให้มีเลือดกำเดาไหลได้ และพยายามหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่อากาศร้อนเป็นเวลานาน เพราะจะกระตุ้นให้มีเลือดกำเดาไหลได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเลือดกำเดาไหลจะเป็นเรื่องปกติที่เราเจอบ่อย ๆ แต่ก็ไม่ควรชะล่าใจปล่อยไว้นาน ๆ หากป้องกันได้ควรป้องกันไม่ให้เกิดจะดีกว่า หรือหากเด็ก ๆ เกิดอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการปรึกษาและวินิจฉัยโรค เพื่อทำการรักษาที่ถูกต้องทันที ดังนั้นเมื่อไหร่ที่ลูกน้อยมีเลือดกำเดาไหลบ่อย ๆ นาน ๆ พ่อแม่ควรสังเกตและไม่ควรปล่อยไว้โดยเด็ดขาด ควรป้องกันและปรึกษาแพทย์เพื่อการมีสุขภาพที่ดีของลูกน้อยนั่นเอง

- Advertisement -