สิ่งที่หมอผ่าคลอดอยากบอกคุณ ถ้าเลือกผ่าคลอด

ผ่าคลอด

ปัจจุบันในหมู่คุณแม่ การผ่าคลอดเป็นวิธีที่ฮิตพอสมควร อาจเพราะการผ่าคลอดมีความปลอดภัยขึ้นมาก ทั้งเรื่องเทคนิคการผ่าตัดและการระงับอาการปวดในระหว่างการผ่าตัด นอกจากนั้นข้อดีของการผ่าคลอด ได้แก่  คุณแม่สามารถกำหนดวันและเวลาที่ชัดเจนในการคลอดได้ โดยไม่ต้องรอให้ปวดท้องคลอดก็สามารถผ่าตัดคลอดได้ และมีอาการเจ็บปวดในระหว่างการคลอดน้อยกว่าการคลอดธรรมชาติ เป็นต้น

ดังนั้นคุณแม่หลายคนที่พยายามหลีกเลี่ยงอาการเจ็บท้องคลอดและอาการอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ จึงเลือกที่จะผ่าคลอด แน่นอนว่าการผ่าคลอดมีข้อดีสำหรับคุณแม่  แต่ทราบหรือไม่ว่าการผ่าคลอดก็อาจส่งผลต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยได้เช่นกัน

ความเสี่ยงของคุณแม่ผ่าคลอด ได้แก่

  • อาการเจ็บปวดจากผ่าคลอด มีอาการเจ็บปวด ใช้เวลาหลายวันจากแผลการผ่าคลอด
  • การติดเชื้อจากผ่าคลอดการผ่าคลอดนั้นจะมีโอกาสติดเชื้อจากแผลผ่าคลอด
  • การแข็งตัวของเลือดการผ่าคลอดมีโอกาสที่จะทำให้หลอดเลือดแข็งตัวได้
  • ได้รับผลข้างเคียง การวางยาสลบ เช่น อาการคลื่นไส้อาเจียน เจ็บคอ เป็นต้น

ผลกระทบต่อลูกน้อยจากการผ่าคลอด

การผ่าคลอดนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียสำหรับคุณแม่และลูกน้อยของคุณ โดยเฉพาะเรื่องของภูมิต้านทาน หรือภูมิคุ้มกันของลูกที่อาจจะพัฒนาช้า นอกจากนั้น การผ่าคลอดอาจทำให้เด็กแรกเกิดไม่สามารถปรับการหายใจได้ตามปกติ เนื่องจากการที่ไม่สามารถรีดน้ำที่อยู่ในปอดออกได้หมด จึงทำให้หายใจเร็ว แพทย์ต้องเพิ่มออกซิเจน เพื่อช่วยในการหายใจ

  • มีความเสี่ยงต่อโรคหอบหืด มีข้อมูลการวิจัยในเนเธอร์แลนด์และนอร์เวย์ พบว่าเด็กที่เกิดจากการผ่าคลอด มีความเสียงที่จะเป็นโรคหอบหืดในอนาคตได้ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิดในลำไส้ของเด็กหลังการผ่าคลอดมีโอกาสเกิดอาการแพ้และเป็นโรคหอบหืดได้ 
  • ส่งผลต่อน้ำนมแม่ผ่าคลอดมาช้า การผ่าคลอดทำให้น้ำนมแม่มาช้า เนื่องจากผลข้างเคียงของยาที่ใช้ในการผ่าตัด ยาที่ใช้ในการผ่าตัดอาจส่งผลให้ลูกน้อยมีปัญหาเกี่ยวกับการดูดนมแม่ได้ 

คุณแม่ผ่าคลอดควรรู้ เกี่ยวกับภูมิต้านทานของลูกน้อย

เนื่องจากเด็กที่คลอดโดยธรรมชาติจะได้รับจุลินทรีย์สุขภาพตามธรรมชาติจากช่องคลอดของแม่ มีผลทำให้มีร่างกายที่แข็งแรง แต่สำหรับเด็กผ่าคลอดที่พลาดโอกาสการรับเชื้อจุลินทรีย์สุขภาพนี้ไปจึงทำให้ขาดภูมิต้านทานตั้งต้น ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาภูมิต้านทานตลอดช่วงชีวิต จากงานวิจัยในเด็ก 1.9 ล้านคน พบว่าเด็กผ่าคลอดจะมีภูมิต้านทานอ่อนแอเสี่ยงต่อปัญหาด้านสุขภาพหลายอย่างตามมาภายหลังได้ เช่น ภูมิต้านทานอ่อนแอเพิ่มขึ้นถึง 46%เสี่ยงต่อโรคหอบหืดเพิ่มขึ้้นถึง 23% และเสี่ยงต่อโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังเพิ่มขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับเด็กที่คลอดธรรมชาติการผ่าคลอด


แต่! คุณแม่ไม่ต้องกังวลจนเกินไปนะคะ เพราะโภชนาการในช่วงแรกของชีวิต เป็นสิ่งที่คุณแม่สามารถกำหนดได้เอง ซึ่งเราสามารถเร่งคืนภูมิต้านทานให้กับเขาได้ โดยนักวิจัยจากสถาบันนูทรีเซียได้คิดค้น และวิจัยจนค้นพบจุลินทรีย์สุขภาพที่เรียกว่า‘ซินไบโอติก’ ซึ่งสามารถพบได้ใน ‘นมแม่’มีบทบาทในการเร่งเสริมสร้างภูมิต้านทานที่จำเป็นอย่างยิ่งในเด็กผ่าคลอด ส่งผลให้เด็กผ่าคลอดสามารถแข็งแรงได้ไม่แพ้เด็กคลอดธรรมชาติ

ซินไบโอติก” ซึ่งประกอบด้วยจุลินทรีย์สุขภาพ โพรไบโอติก และอาหารของจุลินทรีย์สุขภาพ พรีไบโอติก 2 องค์ประกอบสำคัญที่ทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยเร่งการเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์สุขภาพในระบบทางเดินอาหารซึ่งมีเซลล์ภูมิต้านทานมากถึงร้อยละ 70 เด็กที่ทานนมแม่จึงมักจะมีจุลินทรีย์สุขภาพมากกว่าเด็กที่ทานนมผสมสูตรทั่วไป

รศ.ดร.นพ. บุญศรี จันทร์รัชชกูลนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ แนะนำว่าสำหรับแม่ที่เลือกผ่าคลอดนั้น ควรให้ลูกดื่มนมแม่อย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้ลูกได้รับโภชนาการที่ดี และสารอาหารครบถ้วน และยังเป็นการเสริม ‘ซินไบโอติก’ ให้ลูกน้อย เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานให้ทารกได้ตั้งแต่แรกเกิดและสำหรับคุณแม่ที่ไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมตัวเองอย่างเพียงพอไม่ว่าจะมีข้อจำกัดด้านสุขภาพหรือการใช้ชีวิตทำงานในปัจจุบัน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญถึงการให้นมสูตรซินไบโอติก เพื่อเร่งคืนภูมิต้านทานให้ลูกได้อย่างเหมาะสม

หากแม่มีปัญหาเรื่องนมแม่ ดูวิธีกระตุ้นน้ำนมได้ที่ Link http://bit.ly/2Oi6vf1

ข้อมูลอ้างอิง:https://www.momjunction.com/articles/c-section-deliveries_00396492/